5 ขั้นตอนอยู่กับแพนิคยังไงให้รอด

ตั้งแต่รถชนวันนั้นทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิม อยู่ ๆ บ่ายวันดีๆของเราก็กลายเป็นบ่ายที่ไม่น่าจดจำ เรานั่งทำงานที่ระเบียงห้อง บนโต๊ะมีข้าวเที่ยงอยู่ มุมซ้ายของโต๊ะมีลาเต้เข้มข้นเจ้าประจำอยู่ 1 แก้ว  แต่อยู่ ๆ ก็มีอาการขนลุกซู่ หัวร้อน คอแข็ง หายใจไม่สะดวก ปลายแขนชา ขาอ่อนแรงเหมือนไม่มีแรง หัวใจเต้นรัวเหมือนกลอง เราเลยรีบโทรหาโดม ให้โดมพาไปโรงพยาบาลด่วน วินาทีนั้นคิดว่าแพ้อาหารแน่ ๆเลยเพราะอาการมาตอนกินข้าว เลยกินยาแก้แพ้ก่อนไปโรงพยาบาล อาการก็เริ่มดีขึ้นหัวใจเต้นเร็วนาน 2 ชั่วโมง หมอเลยให้ยาแก้แพ้มา 1 อาทิตย์

ผ่านไป 1 วันอาการใจสั่นยังคงอยู่ หัวใจเต้นรัวแต่ไม่เร็วเท่าเดิม เลยตัดสินใจไปพักที่บ้านเพราะคิดว่าแพ้อาหาร  เราไม่กล้ากินอะไรเลยนอกจากไข่ต้ม ขนมปังและนม กินอยู่แบบนั้น 2 – 3 วันติด อาการสั่นก็ยังไม่หาย  ตอนกลางคืนนอนๆอยู่ขาก็กระตุก จึงตัดสินใจไปหาหมออีกครั้ง หมอบอกว่าถ้าเป็นอาการแพ้อาหารก็คงดีขึ้นบ้างแล้ว ว่าแล้วหมอก็ให้ไปพบคลินิกม่วนใจ๋ค่ะ คลินิกม่วนใจ๋เป็นภาษาเหนือแปลว่าสบายใจและใช่ค่ะนี่คือ วอร์ดจิตเวช

หลังจากคุยกับหมอ หมอบอกว่าเรามีอาการเครียดและ Panic เราคิดว่า ”ใช่หรอ เราน่ะเหรอที่เครียด”คือปกติเราไม่เครียดเลยนะ แต่ถ้าตาม checklist ที่หมอบอกว่าเป็นตัวกระตุ้นแพนิคแล้ว ก็ไม่กล้าปฏิเสธหมอค่ะ
✔ เรานอนน้อยไม่เป็นเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ
✔ กินกาแฟวันละ 2 แก้ว
✔ เราทำงานหนักงานเยอะมากแต่เราสนุกกับงานนะ

แต่หลังจากได้ยามากินแค่ 3 วันเรารู้สึกแย่มากๆ จิตตก ซึม อยากอาเจียน ไม่อยากกินข้าว ทุกอย่างดูช้าไปหมด เรากลับไปปรึกษาหมออีกครั้ง ขอหยุดยาที่กินอยู่ หมอบอกว่าได้ แต่ยังไงก็ให้ยานอนหลับเผื่อไปก่อน

ความไม่รู้เท่ากับเป็นทุกข์

หลังจากที่เราปายาถุงนั้นทิ้งไปแล้ว เรารู้สึกเหมือนลอยกลางทะเลกว้าง ไม่รู้จะไปทางไหน แก้ปัญหายังไง บางวันร้องไห้เพราะอยู่ๆอาการแพนิคก็กำเริบกำเริบแบบไม่เลือกสถานที่ บางทีก็บนรถไฟฟ้า ในโรงพยาบาล บนเครื่องบิน ตอนนั่งรถยนต์ ตอนกินข้าว หรือแม้กระทั่งตอนนอน  อยู่ ๆ ขาก็กระตุกตอนกลางคืน เราสะดุ้งตื่นทุกคืนพร้อมอาการหัวใจเต้นแรง ไม่ทันอึดใจอาการแพนิคก็กลับมา หลังจากนั้นอาการก็แย่ลง เราไม่รู้สาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นเลย

อีกครั้งในชีวิตที่ร้องไห้โฮโทรหาแม่ แม่บอกว่า “เอางี้ไหมเริ่มต้นด้วยการมีสติ ทำสมาธิไหมลูก” แม่จึงให้แนวทางว่า เปิดธรรมะใน YouTube ให้ฟังไปนั่งสมาธิไป เราเลยเสิร์ชวีดีโอบรรยายของพระอาจารย์ที่แม่ชอบฟังคือ ท่านว.วชิรเมธี คลิปแรกที่โผล่มาก็คือ “เติมพลังบวกให้กับชีวิต” นั่นแหละค่ะเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต จากคนที่ไม่เข้าวัดไม่ฟังธรรม คืนนั้นเรานั่งทำสมาธิฟังบรรยายธรรมะยาว 1 ชั่วโมง 44 นาทีต่อเนื่องรวดเดียวจบ จากนั้นก็สวดมนต์และนอน เชื่อไหมคะว่าจากที่นอนไม่ได้เลยขากระตุกตลอดคืน คืนนั้นเราก็หลับยาวอย่างมีความสุข

Step 1 : อยู่กับแพนิคด้วยการเจริญสติ  

เราเริ่ม Search หาว่าเป็นไปได้ไหมที่จะการทำสมาธิ/การเจริญสติจะช่วยบรรเทาอาการแพนิคของเราให้ดีขึ้น แล้วก็พบว่ามีหลายท่านเลยที่เป็นแพนิค แล้วก็อาการดีขึ้นด้วยการศึกษาธรรมะหรือการเจริญสติ(พระอาจารย์ยอนเจ มินเกียว รินโปเชและพี่ปอนด์ ยาคอปเซ่น) พี่ปอนด์เป็นอีกคนนึงค่ะที่เผชิญหน้ากับแพนิคโดยไม่ใช่ยา เราแชทไปปรึกษาในทวิตเตอร์ นอกจากเรื่องการสวดมนต์แล้ว พี่ปอนด์แนะนำให้กลับไปกอดพ่อกอดแม่เยอะๆ หลังจากอ่านข้อความเราก็จองตั๋วกลับเชียงใหม่เลยค่ะ

Step 2 : กอดคนที่คุณรัก

อาการอย่างหนึ่งของแพนิคที่ทุกข์มาก คือ รู้สึกตลอดเวลาว่าจะตายเดี๋ยวนี้ตอนนี้ ซึ่งเมื่อศึกษาธรรมะแล้วมีประโยคหนึ่งที่บอกไว้ว่า “เปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุข” เราเลยคิดว่า “ถ้ารู้สึกจะตายจริงๆ เราก็ควรใช้โอกาสตอนนี้ทำอะไรที่อยากทำก่อนตายสิ” คิดได้แบบนั้นเราก็จองตั๋วกลับบ้าน อย่างน้อยเราก็ควรได้อยู่กับคนที่เรารัก ใช้ชีวิตกับเขาให้นานที่สุด เราเลยกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่แม่อายพักใหญ่ อยู่กับยายและแม่พ่อให้นานที่สุด ไปวิ่งเล่นกับหลาน ทำกับข้าวกับน้องสาว พอเวลาผ่านไปสักพักเริ่มรู้สึกขอบคุณแพนิคขึ้นมาเลย ถ้าไม่ใช่เพราะมัน…เราคงไม่ทำบางอย่างเพื่อบางอย่าง…บางอย่างที่มีความหมายกับชีวิตของเราจริงๆ

Step 3 : ลดงาน สร้างสมดุลชีวิต

บางคนอาจจะอ่านมาถึงตรงนี้และคิดว่าเพราะมีเงินสินะ ถึงสามารถทิ้งการทิ้งงานมาสร้างสมดุลชีวิตแบบนี้ได้คำตอบคือไม่ใช่ค่ะ เราไม่ได้ทิ้งอะไรเลย หลังจากเราไม่สบายเราทยอยส่งข้อความหาที่ทำงาน บอกว่าตอนนี้เราไม่สามารถทำงานได้ชั่วคราว ทั้งนี้เมื่อทุกอย่างปกติเราจะกลับมาทำงานเหมือนเดิม คำว่าชั่วคราวของเราแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นหลังจากเป็นแพนิค จากนั้นเราก็ยังต้องทำงานอยู่ทั้งที่ไม่สบายใจไม่สบายตัวนี่แหละ เพราะยังไงชีวิตจะดำเนินไปก็ยังต้องใช้เงินค่ะ เรายังคงทำทุกอย่างเหมือนเดิม ต่างเพียงเราจะต้องจัดการมันให้ดีขึ้นรู้จักเริ่มทำงานและพักในเวลาที่สมควร เราวางงานบางอย่างลงเพราะท้ายที่สุดแล้วเราจะทำงานหนักไปทำไมหากคุณภาพชีวิตของเราไม่สมดุลแบบนี้ เลือกเฉพาะงานที่ต้องทำ หัดรู้จักปฏิเสธบางอย่างที่จะเข้ามาเบียดเบียนชีวิตมากเกินไป นอกจากนั้นก็เริ่มทานอาหารที่มีประโยชน์และแน่นอนค่ะต้องหาวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะกับตัวเองด้วย

Step 4 : ออกกำลังกายฝึกการหายใจ

เริ่มแรกเราหัดเดินบนลู่วิ่ง เราทำได้แค่ครั้งเดียว ก็พบว่าเราเวียนหัวหลังจากลงจากลู่ ขาสั่น ใจสั่น จากนั้นอาการแพนิคก็กําเริบ โยคะเลยกลายมาเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการออกกำลังกาย ถึงแม้แขนขวาบาดเจ็บจากรถชน ก็เลือกเฉพาะท่าที่สามารถทำได้ หลังจากฝึกโยคะพบว่านอกจากความผ่อนคลายแล้ว เรายังได้ฝึกการหายใจไปในตัว สำหรับคนที่ทำงานหน้าคอมแบบเรา…โยคะนี่ล่ะค่ะเป็นยาวิเศษเลยล่ะ เราเลือกการฝึกโยคะจากวีดีโอของครูกวาง พอดีพอโยคะ

ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ช่วงไหนของวันที่รู้สึกร่างกายเริ่มตึงอีก ก็เดินไปปูเสื่อโยคะแล้วออกกำลังกาย เราทำทุกวัน จนสุดท้ายเราก็จำท่าในคลิปนี้ได้หมดแล้ว ระหว่างทำก็เปิดเพลงเบาๆเปิดเพื่อความผ่อนคลาย ใครที่นึกไม่ออกสามารถเสิร์ชได้จากยูทูปเลยค่ะ Relax Music หรือ Meditation Music ค่ะ

เรารู้สึกเหมือนผ่านมาได้ครึ่งทางแต่ยังติดอีกหนึ่งอย่าง คือ เราไม่รู้ว่าแพนิคจะเกิดขึ้นตอนไหน เพราะหลังๆมาแค่มีกลิ่นแปลกๆมาชนจมูก อากาศเปลี่ยน นั่งรถหรืออยู่ในที่แคบ…แพนิคก็กำเริบอีกแล้ว รวมทั้งมีอาการปวดหัวกลางศีรษะ ปวดหน้า ปวดคอ บางทีก็ชาปลายมือปลายเท้า งานนี้ต้องเจอหมอแล้วล่ะค่ะ

Step 5 : อาการบางอย่างก็ต้องถึงมือหมอ

เราเล่าอาการแพนิคให้หมอฟัง ประโยคแรกที่หมอถามคือได้ประสบอุบัติเหตุอะไรมาก่อนหน้านี้หรือเปล่า และคำตอบคือ “ใช่ค่ะ” หลังจากเราโดนรถชนเราก็เริ่มเลี่ยงการนั่งมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ เพราะขึ้นรถเมื่อไหร่ ใจมันก็หิว เหงื่อออกมือ ไม่สบายใจเลย หมอบอกว่านั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้น หมอให้เราไป MRI เพื่อความสบายใจ ผลที่ออกมา คือ เรามีอาการปวดหัวที่เรียกว่า “ปวดหัวคลัสเตอร์” เกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5  ดังนั้นเมื่อมีอาการอื่น ๆ เกิดขึ้น ร่างกายก็เกิดตกใจอาการนั้นๆ ทำให้อาการแพนิคกําเริบแบบไม่เลือกที่ค่ะ

มาถึงตรงนี้…เราเข้าใจแล้วล่ะว่าเราจะรับมือกับร่างกายของตัวเองยังไง เมื่อมีอะไรเข้ามาก็ตั้งสติไว้และบอกกับตัวเองว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบไปเสมอเช่นเดียวกับอาการที่เป็นอยู่ มันเจ็บขึ้นมา…เดี๋ยวมันก็หายใจไปเอง เมื่อคิดแบบนี้ทุกครั้งอาการแพนิคก็จะนิ่งหรือทุเลาลงไปเอง

จิตแพทย์บอกว่า “ไม่อยากคิดว่ามันจะหาย เอาเป็นว่าคุณอยู่กับมันให้ได้ เรียนรู้มัน หมอว่าแบบนั้นจะดีกว่า ถ้าคุณเจริญสติแล้วมันได้ผลก็อยากให้ทำแบบนั้นต่อไป มันก็ดีต่อคุณ งั้นหมอไม่ให้ยานะ”

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้…อยากบอกว่าเราผ่านมันมาได้โดยที่เราไม่กินยาเลยและบทความนี้เราเขียนบนเครื่องบินตอนแพนิคกำลังกำเริบ มันเริ่มขึ้นมาและก็แพ้ไปเองค่ะ ไม่รู้ว่าจะโลกสวยไปหรือเปล่า แต่บอกเลยว่าหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตในช่วงนี้ เป็นเรื่องที่เกิดคาดมากๆ

“ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ ค่ะ”